วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สรุปบทความ ( article )

เรื่อง  " ปั้นข้าวจี่ ฝีมือหนู " 
เรื่องเล่าจากห้องเรียนคุณครูกษมาพร เข็มสันเทียะ 
Cick  ( ฉบับเต็ม )



              วันนี้จะพาไปโรงเรียนชุมชนบ้านไผ่ยิ่งยงอุทิศ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ชั้นเรียนอนุบาล ณ โรงเรียนนี้ คุณครูกษมาพร เข็มสันเทียะ ได้จัดประสบการณ์การเรียนรู้บูรณาการปฐมวัยแบบโครงงาน (Project-Based Learning) เรื่อง “ปั้นข้าวจี่ ฝีมือหนู” เพื่อให้นักเรียนอนุบาลสามารถเข้าใจ รู้จัก และรับรู้เรื่องราวพื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งรอบตัว แบบสะเต็มศึกษา
               รูกษมาพร เล่าว่า ภาคอีสานในแต่ละฤดู เดือน จะมีพิธีปฏิบัติกิจกรรมตามความเชื่อหลากหลาย ในชื่อเรียก “ฮีตสิบสองคลองสิบสี่” ฮีตสิบสอง คือ ประเพณี 12 เดือนของชาวอีสานที่แตกต่างจากประเพณี 12 เดือนหลายประเพณีของภาคอื่น ส่วนคลองสิบสี่ คือ แนววิถีที่ดีที่ควรปฏิบัติ 14 ประการ จึงได้หยิบยกเรื่องนี้มาถ่ายทอดสู่เด็กๆ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ดังต่อไปนี้

          ระยะที่ 1 กิจกรรรมนำไปสู่การเริ่มโครงงาน ครูเล่าเรื่องตำนาน “ฮีตสิบสอง คลองสิบสี่” และเล่าเรื่องตำนาน “บุญข้าวจี่” ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนสาม โดยมีคุณตาวิชัย อุปแก้ว วิทยากรท้องถิ่น มาช่วยเล่าร่วมด้วย ครูและเด็กร่วมกันจัดกลุ่มคำถามตรวจสอบความรู้เดิมจากคำถามเพื่อหาคำตอบ เด็กๆ ส่วนใหญ่สนใจเรื่องเกี่ยวกับข้าวจี่ โดยให้เหตุผลว่า อยากลองกินข้าวจี่เหมือนลูกสาวคนเล็กของเจ้าเมืองไผ่เก่า และร่วมกันกำหนดชื่อหัวข้อทำการสืบเสาะหาความรู้เรื่องเกี่ยวกับปั้นข้าวจี่
          ระยะที่ 2 กิจกรรมที่ให้เด็กมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ด้วย การกระตุ้นให้เด็กร่วมกำหนดวิธีการและวางแผนหาคำตอบ เด็กๆ ช่วยกันคิดหาแนวทางหรือวิธีการสืบเสาะหาคำตอบ เช่น จากสารคดี ตำนานบุญข้าวจี่ หนังสือตำนานของดีอีสาน แผนภูมิรูปภาพการทำข้าวจี่ สืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต สอบถามผู้รู้ ดูของจริง จากนั้น ได้แบ่งกลุ่มตามความสนใจประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 ข้าวจี่ใส่อะไรบ้าง กลุ่มที่ 2 ข้าวจี่มีประโยชน์อย่างไร และกลุ่มที่ 3 ข้าวจี่ทาอย่างไร
          การช่วยเหลือเด็กในการหาคำตอบตามวิธีการหรือแผนที่ร่วมกันกำหนด เด็กๆ กลุ่มที่ 1 มีสมาชิกประกอบด้วย พีใหญ่ ซันเด ณัฐ ต้นกล้า เมฆ เดินทางเข้าไปในหมู่บ้านหน้าโรงเรียนเพื่อสอบถามผู้รู้ คือ คุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครอง ผู้เฒ่า ผู้แก่ ...ว่าข้าวจี่ใส่อะไรบ้าง ส่วนสมาชิกกลุ่มที่ 2 ประกอบด้วย ฟอง ฟ้าใส โอโม้ แม็ค ยิ้ม บีม ไข่มุก ศึกษาแหล่งเรียนรู้นอกสถานที่ บุญข้าวจี่ที่วัดโพธิ์ชัยโสภณ มีชาวบ้านพากันมาตักบาตรข้าวจี่ในวันเพ็ญเดือนสาม และกลุ่มที่ 3 มี ข้าวฟ่าง การ์ตูน แพรวา เนย ไนท์ ชมพู่ ได้เชิญคุณแม่พิสมัย บุษราคัม ภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชนมาสอนขั้นตอนการทำปั้นข้าวจี่        
           ระยะที่ 3 กิจกรรมที่เด็กมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สื่อสาร นำเสนอ มีการกระตุ้นให้เด็กร่วมนำเสนอสิ่งที่ได้เรียนรู้ โดยได้รวบรวมข้อมูล จากการสืบค้น สัมภาษณ์ สอบถามผู้รู้ ดูของจริง บันทึกคำพูดของเด็กทั้งหมดที่เด็กได้ถามและสนทนากันจนทำให้เกิดองค์ความรู้ เกิดเป็นแผนภูมิที่ 1 ข้าวจี่ใส่อะไรบ้าง แผนภูมิที่ 2 ข้าวจี่มีประโยชน์อย่างไร แผนภูมิที่ 3 ข้าวจี่ทำอย่างไร
            เด็กๆ นำเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้เล่าเรื่องราวของตนเองที่ได้ไปสืบเสาะหาความรู้จนค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเอง สื่อสาร สะท้อนผลการสืบเสาะหาความรู้ และร่วมกันกำหนดชื่อโครงงานใหม่ว่า “ปั้นข้าวจี่ ฝีมือหนู” จากองค์ความรู้ที่ได้รับครูอยากให้สมาชิกทุกคนทุกกลุ่มสร้างชิ้นงานโดยการออกแบบสร้างผลงานใหม่เป็นรูปแบบที่ตนเองชอบ สร้างแบบจำลอง วาดภาพ ออกแบบ สื่อสาร สะท้อนผลการสืบเสาะหาความรู้ เด็กๆ แสดงบทบาทสมมุติทำข้าวจี่ฝีมือหนูเอง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม 
          กลุ่มที่ 1 กลุ่มเด็กผู้ชาย เลือกใช้เตาถ่าน ข้อค้นพบของกลุ่มเด็กผู้ชาย คือ ลมจะช่วยให้ไฟติดง่ายขึ้น ใช้ไม้ยาวเสียบจะได้ไม่ร้อนมือ เตาถ่านร้อนมากเกินไปทำให้ข้าวจี่ไหม้ ได้ข้าวจี่หลากหลายรูปแบบ รูปทรง
          กลุ่มที่ 2 กลุ่มเด็กผู้หญิง เลือกใช้เตาปิ้งไฟฟ้า ข้อค้นพบก็คือ ถ้าข้าวจี่สุกก็จะส่งกลิ่นหอมให้รู้ เตาปิ้งไฟฟ้าไม่มีควัน มีปุ่มปรับความร้อน ใช้ไม้เสียบจะง่ายเวลาทาไข่ และไม่ร้อนมือเวลาจับ ความร้อนทำให้ข้าวเหนียวเปลี่ยนเป็นข้าวจี่ (สีคุณลักษณะ รูป รส กลิ่น)
          จากนั้น เด็กๆ ได้นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ปรับปรุงผลงาน จัดนิทรรศการนำเสนอผลงาน ต่อเพื่อน น้อง คุณครู และผู้ปกครอง
          ในส่วนของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ประกอบด้วย การสังเกตการกิจกรรม การบันทึกคาถาม คาตอบ คาพูด การบันทึกภาพจากการนาเสนอผลงาน การบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ การแสดงบทบาทสมมติ การจัดนิทรรศการแสดงผลงาน โครงงานข้าวจี่ฝีมือหนู

          การจัดการเรียนรู้ครั้งนี้ นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของการบูรณาการการเรียนรู้ ตามแนวทาง “สะเต็มศึกษา” (STEM Education : Science Technology Engineering and Mathematics Education) ที่เด็กวัยอนุบาลก็เรียนรู้กันได้ง่ายๆ โดย ด้านวิทยาศาสตร์นั้น มุ่งเน้นให้เด็กเรียนรู้เรื่องกระบวนการเรียนรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยการสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว การตั้งคำถาม การเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการสืบเสาะหาคำตอบ ทักษะการคิด การแก้ปัญหาอย่างมีเหตุมีผลและหลากหลาย สามารถค้นพบองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง

   


สรุปโทรทัศน์ครู

บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย
ตอน ความลับของใบบัว Cick


กิจกรรม
           คุณครูมีใบไม้ให้เด็กๆดู ให้เด็กๆตอบว่าเป็นใบไม้อะไร จากนั้นให้เด็กๆ ลองจับสัมผัสที่ใบบัวว่าเป็นอย่างไร และให้บอกว่าข้างหน้ากับข้างหลังของใบบัวแตกต่างกันอย่างไรบ้าง
การทดลองที่ 1   ครูหยดน้ำใส่ด้านหลังของใบบัวให้เด็กๆ สังเกตว่าจะเกิดอะไรขึ้น จากนั้นให้หงายมาที่ด้านหน้าของใบบัวแล้วหยดน้ำลงไป ให้เด็กๆ สังเกตน้ำที่อยู่บนใบบัวขณะเคลื่อนไหวใบบัวจะเกิดอะไรขึ้น แล้วครูถามเด็กๆ ว่า น้ำซึมเข้าใบบัวไหม  แล้วเมื่อเอาน้ำใส่เข้าไปบนใบบัวแล้วใบบัวเปียกไหม 
การทดลองที่ 2   ครูเปลี่ยนจากน้ำเป็นน้ำผึ้ง ครูตักน้ำผึ้งใส่ลงไปบนใบบัว ให้เด็กๆ สังเกตว่าน้ำผึ้งที่อยู่บน    ใบบัวจะเป็นอย่างไรบ้าง  จากนั้นครูเทน้ำผึ้งออกจากใบบัวแล้วให้เด็กๆ สังเกตว่าน้ำผึ้งติดที่ใบบัวไหม
การทดลองที่ 3   ครูหยดนมใส่บนใบบัวให้เด็กๆ สังเกตว่าทำไมใบบัวถึงไม่ยอมเปียก
การทดลองที่ 4   ครูเอาใบไม้ชนิดอื่นมาให้เด็กๆทดลองว่าจะมีคุณสมบัติเหมือนกับใบบัวหรือเปล่า โดยเปลี่ยนจากใบบัวเป็นใบกล้วย ครูหยดน้ำลงไปบนใบกล้วย ให้เด็กๆ สังเกตการเคลื่อนตัวของน้ำบนใบกล้วยว่าเหมือนกับใบบัวไหม        
            
           ทั้งนี้เป็นเพราะว่า พื้นผิวของใบบัวมีคุณสมบัติพิเศษทำให้ของเหลวไม่สามารถเกาะที่ใบได้ 
            
           ความลับอยู่ตรงโครงสร้างขนาดเล็กของพื้นผิวด้านบนของใบบัวมีความขรุขระ มีปุ่มขนาดเล็กๆจำนวนมาก แถมยังปกคลุมด้วยสารที่มีความมัน จึงทำให้ใบบัวมีคุณสมบัติที่ไม่เปียกน้ำ  เราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่า  “ ปรากฏการณ์น้ำกลิ้งบนใบบัวหรือ Lotus Effect “  ปรากฏการณ์น้ำกลิ้งบนใบบัวนี้เองที่ทำให้มนุษย์คิดค้นวิธีการทำพื้นผิวที่มีความสามารถในการกันน้ำ เช่น สีทาบ้าน ที่กันน้ำและทำความสะอาดตัวเองได้หรือเสื้อผ้ากันน้ำ




วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สัปดาห์ที่ 11
บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 
วัน/เดือน/ปี 30 ตุลาคม พ.ศ.2557
ครั้งที่ 11 เวลาเรียน พฤหัสเช้า 08.30 น.
เวลาเข้าเรียน 08.30 น. ห้อง 234 อาคาร 2

          อาจารย์ให้นักศึกษาทำกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ โดยให้นักศึกษาทุกคนได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง

กิจกรรมที่ 1  การจมการลอย

       ให้ปั้นดินน้ำมันเป็นรูปวงกลมขนาดพอดีไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป  ดังรูป



         จากนั้น ให้แถวที่ 1-2 นำดินน้ำมันออกมาหย่อนลงไปในโหลแก้ว พบว่า ดินน้ำมันจะจมลงไปข้างล่าง เพราะดินน้ำมันมีมวลมากจึงไม่สามารถลอยน้ำได้ 



          ให้แถวที่ 3-4 หาวิธีปั้นดินน้ำมันอย่างไรก็ได้ที่ไม่ทำให้ดินน้ำมันจมน้ำ ดิฉันจึงเลือกปั้นดินน้ำที่มีลักษณะคล้ายแอ่งหรือถ้วยที่มีความบาง 


          เมื่อนำไปหย่อนลงไปในโหล พบว่า ดินน้ำมันลอยน้ำ เนื่องจากดินน้ำมันมีความหนาแน่นน้อยลง



การทดลองที่ 2  ดอกไม้บาน
     
1. ตัดกระดาษให้เป็น 4ส่วนเท่าๆกัน 
2. พับกระดาษ 2ทบ
3. วาดรูปดอกไม้กึ่งกลางกระดาษ แล้วใช้กรรไกรตัดตามรอยที่วาด
4. เมื่อคลี่ออกมาจะได้รูปดอกไม้ ดังรูปที่4


ระบายสีตกแต่งดอกไม่ให้สวยงาม ดังรูป


จากนั้น พับกลีบดอกไม้เข้ามา ดังรูป


นำดอกไม้มาวางในโหลที่มีน้ำ


ผลการทดลอง (The experimental results)
     ถ้าใช้กระดาษแข็ง :: เมื่อวางดอกไม้บนน้ำ กลีบดอกจะค่อยๆคลี่ออก แล้วค่อยๆจมลงน้ำและสีของดอกไม้จะละลายน้ำ
     ถ้าใช้กระดาษA4 :: เมื่อวางดอกไม้บนน้ำ กลีบดอกจะคลี่ออกเร็วกว่าการใช้กระดาษแข็งลอย และสีของดอกไม้จะละลายน้ำเป็นเส้น

     * น้ำซึมเข้าไปในเยื้อกระดาษ จึงทำให้กระดาษค่อยๆบานออกมาในที่สุด 

กิจกรรมที่ 3   แรงดันน้ำ





การทดลอง (trial)
      นำขวดพลาสติกมาเจาะรู 3ระดับ (บน กลาง ล่าง) จากนั้น นำเทปกาวมาปิดรูที่เจาะไว้แล้วเทน้ำลงไปให้เต็มขวดแล้วปิดฝาขวด
1.เปิดเทปกาวรูที่ 1 ด้านบนสุดออก พบว่า ถ้าปิดฝาขวดน้ำจะไม่ไหล แต่ถ้าเปิดฝาขวดน้ำจะค่อยๆไหลออกตามรู 
2.เปิดเทปกาวรูที่ 2 ตรงกลางออก พบว่า น้ำไหลพุ่งแรกกว่ารูที่1
3.เปิดเทปกาวรูที่ 3 ด้านล่างสุดออก พบว่า น้ำไหลพุ่งแรงกว่ารูที่ 1 และรูที่ 2

การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของเด็ก
      เด็ก ๆ สามารถเรียนเกี่ยวกับปรากฎการณ์ เรื่องความดันน้ำได้หลายอน่าง เช่น เมื่อเปิดก๊อกน้ำไหลออกจากถังเก็บในที่สูงๆ น้ำจะค่อยๆ ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก


กิจกรรมที่ 4  การไหลของน้ำ


การทดลอง (trial)
    เจาะรูที่ขวดน้ำ 1 รู ต่อสายยางและให้ปลายสายยางอีกข้างมีภาชนะรองรับน้ำ จะสังเกตได้ว่า ถ้าขวดน้ำอยู่สูงกว่าภาชนะที่รองรับน้ำ น้ำจะพุ่งออกมาคล้ายน้ำพุ แต่ถ้าวางขวดน้ำให้อยู่ต่ำกว่าภาชนะรองรับน้ำ น้ำจะไม่ไหลออกมา

ผลการทดลอง (The experimental results)
      น้ำไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำและมีแรงดันออกมาเป็นเหมือนน้ำพุ


กิจกรรมที่ 5  แก้วดับเทียน



อุปกรณ์ (equipment)
- แก้วน้ำ
- ไม้ขีดไฟ
- เทียน
- โหลแก้ว
การทดลอง  (trial)
1.นำเทียนไขมา 1 แท่ง แก้วน้ำ 1 ใบ ไม้ขีดไฟ 1 กลัก แล้วจุดเทียนให้ติดไฟตั้งไฟไว้ให้มั่นคง
2.นำแก้วน้ำมาครอบเทียนไขที่จุดไว้
ผลการทดลอง (The experimental results)
      จะพบว่า เมื่อเรานำแก้วมาครอบเทียนไข เปลวไฟจะค่อยๆหรี่ลงๆ จนในที่สุดเทียนไขจะดับ เพราะในอากาศมีออกซิเจนอยู่ ซึ่งออกซิเจนมีคุณสมบัติช่วยที่ช่วยในการติดไฟ เมื่อเราครอบแก้วลงไปเทียนจะสามารถส่องสว่างต่อไปได้อีกสักครู่หนึ่ง จนเมื่อออกซิเจนถูกเผาไหม้หมด เทียนไขก็จะดับลงทันที


Example VDO การทดลอง



กิจกรรมที่ 6  ปากกาขยาย




การทดลอง  (trial)
1.เทน้ำใส่แก้ว
2.เอาปากกาใส่ลงไปในแก้วน้ำ

ปรากฎการณ์ที่เกิดจากการหักเหของแสง
1. การมองเห็นวัตถุที่อยู่ในน้ำหักงอ เช่น เห็นหลอดหรือช้อนที่อยู่ในแก้วน้ำมีลักษณะหักงอผิดความจริง
2. การมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในน้ำอยู่ตื้นกว่าความเป็นจริง เช่น เวลามองปลาที่อยู่ในน้ำ จะมองเห็นว่าปลาอยู่ตื้นกว่าความเป็นจริง
3. เมื่อมองวัตถุผ่านน้ำไปยังอากาศ จะเห็นวัตถุอยู่ไกลกว่าความเป็นจริง




การนำไปประยุกต์ใช้ ( Application )
        สามารถนำความรู้จากการทดลองวิทยาศาสตร์ไปจัดกิจกรรมให้กับเด็กได้อย่างเหมาะสมในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดี ครูต้องจัดการเรียนการสอนให้เด็กได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง ซึ่งการจัดการเรียนการสอนที่จัดให้เด็กได้ทำกิจกรรมร่วมกัน จะฝึกให้เด็กรู้จักช่วยเหลือ รู้จักแบ่งปันสื่งของ และรู้จักการรอคอย

วิธีการสอน ( Teaching methods )
       อาจารย์ให้นักศึกษาทดลองวิทยาศาสตร์ด้วยการลงมือปฎิบัติจริง ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำด้วยตนเอง มีการใช้คำถาม การยกตัวอย่างประกอบและให้นักศึกษาได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ การสังเกต เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้และให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดร่วมกัน  

การประเมิน ( Evaluation )
  • Self -Evaluation : เข้าเรียนตรงต่อเวลา แต่งกายถูกระเบียบ ตั้งใจฟัง ให้ความร่วมมือในการปฎิบัติการทดลองวิทยาศาสตร์และจดบันทึกตาม
  • Friends-Evaluation : แต่งกายถูกระเบียบ ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมและมีน้ำใจในการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน 
  • Teacher-Evaluation : เข้าสอนตรงต่อเวลา แต่งกายสุภาพเรียบร้อย เตรียมการสอนมาเป็นอย่างดี มีกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ให้นักศึกษาได้ลงมือกระทำด้วยตนเอง ทำให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติและสนุกสนานกับกิจกรรมที่ได้ทำในวันนี้

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สัปดาห์ที่ 10 
บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 
วัน/เดือน/ปี 18 ตุลาคม พ.ศ.2557
ครั้งที่ 10 เวลาเรียน พฤหัสเช้า 08.30 น.
เวลาเข้าเรียน 08.30 น. ห้อง 234 อาคาร 2


           วันนี้เป็นการเรียนชดเชยของวันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2557 เนื่องจากเป็นวันปิยมหาราชอาจารย์อธิบายเรื่องการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ทั้ง 5 วัน ว่าแต่ละวันควรมีเนื้อหา แนวการสอนยังอย่างไรบ้าง การเขียนแผนในแต่ละวันควรลำดับ ขั้นนำ ขั้นสอน ขั้นสรุป อย่างไร  และให้แต่ละกลุ่มนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง


Mind  Map
หน่วยไก่ ( ฉบับแก้ไข )




การนำไปประยุกต์ใช้ ( Application )
        นำความรู้เรื่องการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ไปปรับใช้ในการเเรียนการสอนในวันข้างหน้าได้เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ไปตามลำดับขั้นได้อย่างเหมาะสม

วิธีการสอน ( Teaching methods )
       การใช้คำถาม การยกตัวอย่างประกอบเนื้อหาแต่ละเรื่อง และให้นักศึกษาได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ การสังเกต เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้และให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดร่วมกัน  

การประเมิน ( Assessment )
  • ตนเอง : เข้าเรียนตรงต่อเวลา แต่งกายถูกระเบียบ ตั้งใจฟังและจดบันทึกตาม
  • เพื่อน : แต่งกายถูกระเบียบ ตั้งใจฟังขณะอาจารย์สอน
  • อาจารย์ : แต่งกายสุภาพเรียบร้อย เตรียมการสอนมาเป็นอย่างดี แนะนำการเขียนแผนทำให้นักศึกษาเข้าใจมากยิ่งขึ้น

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สัปดาห์ที่ 9 
บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 
วัน/เดือน/ปี 16 ตุลาคม พ.ศ.2557
ครั้งที่ 9 เวลาเรียน พฤหัสเช้า 08.30 น.
เวลาเข้าเรียน 08.30 น. ห้อง 234 อาคาร 2


อาจารย์ให้นักศึกษา Present ของเล่นวิทยาศาสตร์ของตนเอง 

กังหันไฟฟ้าสถิต
( Electrostatic Fan )

อุปกรณ์  ( Equipment )
1 กะดาษ  ( paper )
                                            2. กรรไกร  ( scissors )
                                            3. ดินสอ  ( pencil )
                                            4. ลูกโป่ง  ( balloon )
                                            5. ดินน้ำมัน  ( clay )



วิธีทำ ( How  to )

1. เตรียมกระดาษ 1 แผ่น



2. พับครึ่งกระดาษ จำนวน 2 ครั้ง ดังรูป



3. พับมุมบนลงมาแล้วตัดกระดาษส่วนที่เกินออก ดังรูป



4. เมื่อคลี่ออกมาจะเป็นรูปสีเหลี่ยมจตุรัส ดังรูป



5. ใช้กรรไกรตัดกระดาษให้เป็นมุมแหลม ดังรูป



6. เมื่อตัดกระดาษเสร็จแล้วจะได้ออกมาเป็นแบบนี้



7. เมื่อคลี่ออกจะได้เป็นรูปดาวสี่แฉก ดังรูป



8. วาดรูประบายสีตกแต่งดินสอให้สวยงาม



9. นำดระดาษมาตัดเป็นหญ้าแล้วแปะไว้กับดินน้ำมัน เพื่อให้ดูสวยงาม

 


10. ปักดินสอลงบนก้อนดินน้ำมันให้ปลายแหลมชี้ขึ้นข้างบน 
                     แล้ววางดาวกระดาษบนปลายดินสอ



11. เป่าลูกโป่งขนาดพอดี



วิธีการเล่น  ( How to play )

ใช้มือจับลูกโป่งถูกับผมประมาณ 5 ถึง 10 ครั้ง 
แล้วนำลูกโป่งมาหมุนรอบดาวกระดาษอย่างช้า ๆ 
                         ระวังอย่าให้ลูกโป่งแตะดาวกระดาษ



หลักการทางวิทยาศาสตร์ 
( Scientific principles )

   เมื่อถูลูกโป่งกับผมลูกโป่งจะมีประจุลบเพิ่มขึ้น 
                   ลูกโป่งที่มีประจุลบจะผลักประจุลบบนดาวกระดาษด้านใกล้
                   ให้ไปอยู่ด้านไกลทำให้แขนของดาวกระดาษที่อยู่ใกล้ลูกโป่ง
                   มีประจุบวก เมื่อย้ายลูกโป่งไปรอบๆ ประจุลบบนลูกโป่งจะดึง
                   ดูดประจุบวกบนแขนดาวด้านใกล้ทำให้ดาวกระดาษหมุนตาม


ผลงานสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์ของเพื่อน ๆ





 การนำไปประยุกต์ใช้ ( Application )
        สามารถนำของเล่นวิทยาศาสตร์ที่เพื่อนๆ Present ในวันนี้ ไปต่อยอดในการประดิษฐ์ของเล่นวิทยาศาสตร์ของตนเองให้มีความหลากหลายความแปลกใหม่ และเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์เหลือใช้มาใช้ในการประดิษฐ์ของเล่น ทำให้เด็กรู้จักคุณค่าของวัสดุเหลือใช้ที่อาจพบเจอที่บ้านหรือรอบๆตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และยังช่วยให้ประหยัดอีกด้วย ควรเลือกสิ่งประดิษฐ์ที่ให้เด็กทำเองได้ง่าย ไม่ซับซ้อน  

วิธีการสอน ( Teaching methods )
       การใช้คำถามปลายเปิดเพื่อดึงดึงการมีส่วนร่วมและประสบการณ์เดิมมาใช้ในการตอบคำถาม ให้นักศึกษาได้คิดวิเคราะห์ สังเกต ลงมือประดิษฐ์สื่อการสอนด้วยตนเอง และสอนให้นักศึกษาได้คิดอย่างเป็นระบบ

การประเมิน ( Assessment )
  • ตนเอง : เข้าเรียนตรงต่อเวลา แต่งกายถูกระเบียบ การนำเสนออาจจะมีพูดติดๆขัดๆบ้างในบ้างครั้ง
  • เพื่อน : แต่งกายถูกระเบียบ ตั้งใจเรียน นำเสนอผลงานได้ดีกันทุกคนและสิ่งประดิษฐ์มีความสวยงาม
  • อาจารย์ : แต่งกายสุภาพเรียบร้อย เตรียมการสอนมาเป็นอย่างดี ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการประดิษฐ์ของเล่นวิทยาศาสตร์แต่ละชิ้น เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำไปต่อยอดในวันข้างหน้าได้

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สัปดาห์ที่ 8 
บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 
วัน/เดือน/ปี 9 ตุลาคม พ.ศ.2557
ครั้งที่ 8 เวลาเรียน พฤหัสเช้า 08.30 น.
เวลาเข้าเรียน 08.30 น. ห้อง 234 อาคาร 2

           วันนี้ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นวันสอบกลางภาคของมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม



วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สัปดาห์ที่ 7 
บันทึกอนุทิน
วิชา การจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย 
วัน/เดือน/ปี 2 ตุลาคม พ.ศ.2557
ครั้งที่ 7 เวลาเรียน พฤหัสเช้า 08.30 น.
เวลาเข้าเรียน 08.30 น. ห้อง 234 อาคาร 2

         ต้นชั่วโมงอาจารย์ให้นักศึกษาทำกิจกรรมประดิษณ์ของเล่นวิทยาศาสตร์จากแกนกระดาษชิทชู่

อุปกรณ์ (Equipment)  


   1. กระดาษ ( Paper )       
      2. ไหมพรม ( Yarn )          
3. แกนกระดาษชิทชู่   
     4. กรรไกร ( Scissros )      
5. กาว ( Glue )     
6. เครื่องเจาะกระดาษ


วิธีทำ ( How to )

1. นำแกนกระดาษชิทชู่มาวางทาบบนกระดาษใช้ดินสอวาดรูปวงกลม
แล้วตัดกระดาษเป็นรูปวงกลม จากนั้น วาดรูปที่ตนเองชอบลงบนกระดาษ

ดังรูป


 2. ตัดกระดาษชิทชู่ครึ่งนึง แล้วใช้เครื่องเจาะรูเจาะให้ทะลุถึงด้านหลัง จำนวน 4รู 

ดังรูป


3. นำไหมพรมมาสอดเข้าไปในรูทั้ง 4 รู ดังรูป


4. นำรูปวงกลมมาติดตรงกลางของแกนกระดาษชิทชู่ ดังรูป



วิธีเล่น  ( How to play )







บทความ

บทความที่ 1   เรื่อง : สอนเด็กปฐมวัยเรียนวิทย์จาก "เป็ด" และ "ไก่"  Cick



บทความที่ 2  เรื่อง :  จุดประกายเด็กคิดนอกกรอบ... สนุกคิดกับของเล่นวิทย์ Cick



บทความที่ 3  เรื่อง : สอนลูกเรื่องปรากฏการณ์ธรรมชาติ Cick


บทความที่ 4  เรื่อง : การส่งเสริมกระบวนการคิด  Cick


บทความที่ 5   เรื่อง : สอนลูกเรื่องอากาศ   Cick




วิธีการสอน ( Teaching methods )
       การสอนใช้การตั้งคำถามและให้นักศึกษาได้คิดวิเคราะห์ สังเกตและลงมือปฎิบัติกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง เพื่อให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดร่วมกัน เป็นการดึงการมีส่วนร่วมและประสบการณ์เดิมมาใช้ และเกิดการเรียนรู้ด้วยการลงมือปฎิบัติด้วยตนเอง

การนำไปประยุกต์ใช้ ( Application )
        สามารถนำกิจกกรมที่ทำในวันนี้ไปประยุกต์ใช้กับเด็ปฐมวัยได้ โดยอาจจะปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้ และสามารถนำสื่อชิ้นนี้ไปวางไว้ในมุมวิทยาศาสตร์ได้ จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรุ้และการสังเกต

การประเมิน ( Assessment )
  • ตนเอง : เข้าเรียนตรงต่อเวลา แต่งกายถูกระเบียบ ตั้งใจเรียนและจดบันทึกตาม
  • เพื่อน : แต่งกายถูกระเบียบ ตั้งใจเรียนและทำกิจกรรม 
  • อาจารย์ : แต่งกายสุภาพเรียบร้อย เตรียมการสอนมาเป็นอย่างดี มีกิจกรรมให้นักศึกษาทำก่อนเข้าสู่บทเรียนและมีคำอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจในบทความที่นำเสนอมากยิ่งขึ้น